วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มิเตอร์วัดปุ๋ย EC Meter


มิเตอร์วัดปุ๋ย (EC Meter)

ขออนุญาต ไขข้อข้องใจ ของหลายๆ ท่านที่ กำลังคิดว่าจะเอาอย่างไรกับ ชีวิตเกษตรไฮโดรฯ ของตัวเองดี เสียตังค์ซื้อ ec meter แล้ว ชีวิตจะดีขึ้นมั้ย? ถ้าไม่มี EC meter จะปลูกผักโตมั้ย? ซื้อ EC meter จะคุ้มมั้ย? บทความนี้ผมตอบให้ครับ ^___^
เครื่องวัดปุ๋ย EC Meter
เครื่องวัดปุ๋ย หรือ EC Meter ราคา 1750 บาท
ค่าตัวเลขที่วัดได้จาก EC meter จะมีค่า อยู่ระหว่าง 0.00 – 19.99 ms/cm นะครับ ซึ่งหน่วย มาจาก มิลลิซีเมนต์/เซ็นติเมตร นะครับ โดยหลักการแล้ว ค่าที่วัดได้จาก EC meter เป็นค่าความนำไฟฟ้านะครับ โดยมีหลักการที่ว่า ถ้าวัดในน้ำปุ๋ย แล้วได้ค่าความนำไฟฟ้ามาก ก็แสดงว่า มีค่าปุ๋ยมากเช่นกัน
ต่อไปนี้ ค่าที่วัดจาก EC meter ผมขอเรียกว่า “ค่า EC” นะครับ
ก่อนที่จะนำน้ำมาใช้ปลูกผักไฮโดรฯ ควรจะวัดค่า EC น้ำเปล่าก่อนนะครับ ถ้า EC เกิน 0.3 ms/cm ไม่แนะนำให้ใช้นะครับ ควรหาน้ำ ที่ค่า EC ต่ำกว่า 0.3 ms/cm มาใช้ เช่นน้ำดื่มถังขุ่นๆ ที่หลายๆ คนรู้จัก
น้ำประปา มาตรฐาน (นครหลวง ภูมิภาค) ค่า EC ประมาณ 0.24-0.28 ms/cm ใช้ได้
น้ำประปา บาดาล ค่า EC ประมาณ 0.8 – 1.2 ms/cm ไม่ควรใช้
น้ำจากเครื่องกรอง RO (Reverse Osmosis) ค่า EC ประมาณ 0.00-0.03ใช้ได้
พอจะทราบกันแล้วนะครับ ว่าน้ำไหนควรไม่ควรใช้
โดยปกติ EC meter จะถูกนำมาใช้ ในการชดเชยน้ำปุ๋ย ในถังปุ๋ยนะครับ ในแต่ละวันผู้ปลูกควรจะเอามิเตอร์มาเช็ค ค่า EC ของน้ำในถังปุ๋ย โดยที่ การปลูกผักชนิดต่างๆ จะต้องใช้ปุ๋ย ต่างระดับกันดังต่อไปนี้
ผักสลัด ใช้ EC ประมาณ 1.4 – 2.0 ms/cm
ผักไทย ยกเว้นคะน้า ใช้ EC ประมาณ 2.0-2.5 ms/cm
ผักคะน้า ใช้ EC ประมาณ 4.0 -4.5 ms/cm
ซึ่งสัดส่วนของปุ๋ยน้ำ ต่อ น้ำ จะอยู่ที่ 3 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ 30 ซีซี ต่อน้ำ 10 ลิตร ซึ่งจะได้ ค่า EC ประมาณ 1.45 ms/cm ซึ่งเป็นค่าในช่วงการปลูกผักสลัด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การปลูกผัก โดยไม่ใช้ EC meter ก็สามารถทำได้ครับ สำหรับไฮโดรอินโฮม ลูกค้ามากกว่า 50% ไม่ใช้ EC meter นะครับ จะใช้วิธีการชดเชยปุ๋ย ตามที่ ทางไฮโดรอินโฮมแนะนำ
นั่นคือ การชดเชยปุ๋ย มี 4 กรณี
1. ใส่ปุ๋ยวันที่ 1 ของการลงแปลง สัดส่วน 30 ซีซี ต่อน้ำ 10 ลิตร (สำหรับผักสลัด) ส่วนผักไทย 2 เท่า คะน้า 4 เท่า
2. ช่วงวันที่ 2-7 ของการลงแปลง น้ำในถังยุบ ชดเชย น้ำเปล่าอย่างเดียว
3. ช่วงวันที่ 8-27 ของการลงแปลง น้ำในถังยุบ ประมาณ 1 ฝ่ามือแนวนอน (10 ลิตร) ชดเลยน้ำ 1 ฝ่ามือ ใส่ปุ๋ย อย่างละ 30 ซีซี (ปุ๋ย A 30 ซีซี ปุ๋ย B 30 ซีซี)
4. ช่วงวันที่ 28-30 ของการลงแปลง ถ่ายน้ำปุ๋ยในระบบออก ไปรดน้ำต้นไม้ เติมน้ำเปล่า เปิดปั๊ม เลี้ยงผัก เราเรียกว่า “ช่วงเลี้ยงน้ำเปล่า” เพื่อลดการตกค้างของปุ๋ย แต่ไม่เลี้ยงก็ทานได้นะครับ เนื่องจากประเทศที่มีแดดจัด ปุ๋ยที่ตกค้างจะสลายตามธรรมชาติ เมื่อได้รับแสงแดดนะครับ
หมายเหตุ ส่วนใหญ่ ผู้บริโภคผัก จะกังวล 2 เรื่องนะครับ 1. เรื่องปุ๋ยตกค้าง 2. เรื่องยาฆ่าแมลง
เรื่องปุ๋ยตกค้าง การปลูกพืช ทุกแบบ มีปุ๋ยตกค้างหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นบนดิน ไฮโดรฯ ออร์แกนิก แต่โดยธรรมชาติแล้ว พื้นที่เพาะปลูกที่มีแดดจัด จะไม่มีปุ๋ยตกค้าง ที่เกินค่าอันตราย ครับ และนอกจากนั้น การปลูกผักไฮโดร ยังสามารถ เลี้ยงน้ำเปล่าในช่วง 2-3 วันสุดท้ายได้อีกด้วย ซึ่ง ค่อนข้างปลอดภัยนะครับ
เรื่องยาฆ่าแมลง ปกติผักไฮโดร จะกางมุ้ง ครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะปลอดยาฆ่าแมลง 100% ครับ แต่กรณีของผักที่ปลูกบนดิน รวมทั้งผักที่เข้าไปอยู่ในถุงที่ติดป้ายออร์แกนิก ตรวจสอบยากครับ ตราบใดที่ การปลูกยังอยู่บนดิน และโดยมากไม่ได้กางมุ้ง ถ้าทำในเชิงพานิชย์ สิ่งที่เสี่ยงก็คือ ถ้าเกษตรกร แอบใช้ แล้วใครจะรู้ครับ : ( ต้องอย่าลืมว่า โลโก้ มาตรฐานต่างๆ ไม่ได้ตรวจผักทุกต้นนะครับ ดังนั้น จะให้ดี ปลูกทานเอง ครับ ไม่ว่าจะปลูกด้วยวิธีไหนก็ตาม และก็ไม่จำเป็นต้องไฮโดรโปนิกส์ ครับ ปลูกแบบไหนก็ได้ นี่ผมก็ว่าจะปลูกผักบุ้งบนดินไว้ให้แม่ผัดให้ทานเหมือนกัน : )

สรุปนะครับ
1. ปลูกผักไว้ทาน แปลง สองแปลง ไม่ต้องใช้มิเตอร์หรอกครับ เปลืองตังค์

2. ถ้าคิดจะจริงจัง ในการปลูกผักไฮโดร แล้วรู้สึกว่า ราคา 1750 บาท พอจ่ายได้ก็ซื้อไว้ครับ คุ้ม ตอนผมเริ่มต้นปลูก แปลงแรก ผมก็ซื้อไว้ตัวนึง เมื่อเกือบ 3 ปี ก่อน ราคาก็ประมาณที่ผมจำหน่ายอยู่เนี่ยแหละครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น